Bangpakok Hospital
  • A
  • A
  • A
BPK Hotline

ป้องกันมะเร็งปากมดลูกในเด็ก

20 ส.ค. 2558

     
     มะเร็งปากมดลูก
เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตสตรีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งเต้านม สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) เป็นไวรัสที่พบบ่อย ในกลุ่มเยาว์วัยและติดต่อได้ง่ายโดยเพศสัมพันธ์ กล่าวคือประมาน 50 – 80% ของสตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วมักจะเคยติดเชื้อ HPV ส่วนใหญ่เชื้อไวรัสนั้นหายไปเองจากร่างกาย แต่จะมีไวรัสบางตัวที่ฝั่งแน่นที่ปากมดลูกจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เบื้องต้นที่ปากมดลูก หากฝังแน่นอยู่เป็นเวลานาน ประมาณ 6 – 16 ปี จะสามารถก่อตัวจนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้

     การติดเชื้อไวรัส HPV สามารถติดต่อกันโดยการมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งการร่วมเพศทางปากหรือทวารหนัก โดยเฉพาะจะเพิ่มความเสี่ยงในสตรีที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย, เปลี่ยนคู่นอนบ่อย, เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือสามีที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น สิ่งสำคัญ คือ ผู้หญิงหรือผู้ชายที่ติดเชื้อไวรัส HPV จะไม่มีอาการที่แสดงออก และถุงยางที่ใช้อาจจะป้องกันไม่ได้ 100 %
     การป้องกันแต่แรกเริ่มควรเริ่มตั้งแต่ในเด็ก ด้วยการฉีดวัคซีน วัคซีนป้องกันHPV จะเป็นการป้องกันโรคได้ประมาน 70 – 80% ซึ่งสามารถเริ่มฉีดได้ทั้งเด็กหญิงและชายหรือก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ โดยอยู่ในความดูแลจากแพทย์ ซึ่งจะแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม โดยห่างกัน 6 เดือน ในกรณีที่เด็กอายุมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป จำเป็นต้องฉีด 3 เข็ม เหมือนกับผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิได้เต็มที่เพื่อป้องกันการติดเชื้อ HPV
     โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็ก แนะนำให้ฉีดตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป จะได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากเด็กยังไม่มีเพศสัมพันธ์ จึงยังไม่ได้รับเชื้อ นอกจากนี้เด็กยังสามารถตอบสนองและสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงกว่าผู้ใหญ่ แต่จากการวิจัยสามารถเริ่มฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ การฉีดวัคซีนจะช่วยสร้างภูมิต้านทานไวรัสได้ 2 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นไวรัสที่พบบ่อยและเป็นสายพันธุ์สำคัญที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปากมดลูก คือ สายพันธุ์ 16 และ 18 แต่อย่างไรก็ดีในรายที่ฉีดวัคซีนก็จำเป็นที่จะต้องได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างต่อเนื่อง

สนับสนุนข้อมูลโดย 

นพ.นพดล จันทรเทพเทวัญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล โทรศัพท์ 1745 

Go to top
Copyright © 2015 Bangpakok Hospital All rights reserved.